ความเป็นมาสำนักนำร่อง
การนำร่องของไทย มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ราว พ.ศ. 2218 โดยกัปตัน George White อดีตนายทหารเรืออังกฤษ
และชาวต่างชาติ
ได้ยึดอาชีพการนำร่องเรื่อยมา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีผู้นำร่องต่างชาติ
5 นาย ร่วมกัน
ตั้งบริษัทชื่อ บริษัท แม่น้ำไพล๊อต รับจ้างทำการนำร่องอยู่
รัฐบาลไทยเห็นว่าอาจเป็นอันตรายต่อ ความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศในกรณี
ที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน จึงได้แต่งตั้งให้ นาวาเอก
หลวงสินธุ์สงครามชัย เสนาธิการทหารเรือ ในขณะนั้น มารักษาการอธิบดีกรมเจ้าท่า
มีการ
แก้ไข พ.ร.บ. การเดินเรือในน่าน้ำไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
พ.ศ. 2477 (ฉบับที่ 2 ) และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการนำร่อง
เพื่อให้รัฐบาลไทย
เข้าทำการนำร่องได้ ตลอดจนเจรจากับ บริษัทแม่น้ำไพล๊อต
ให้ เลิกกิจการ โดยรัฐบาลไทยรับซื้อกิจการและทรัพย์สินของบริษัทฯ
และจ้างผู้นำร่อง
ต่างชาติ จำนวน 4 นาย เข้ามาเป็นผู้นำร่องรัฐบาล กฎกระทรวงว่าด้วยการนำร่องได้ประกาศและบังคับใช้
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2478 ถือเป็น
วันสถาปนากิจการนำร่องของไทย ขณะเดียวกันได้โอนนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่จากกองทัพเรือ
จำนวน 9 นาย มาปฏิบัติราชการที่กรมเจ้าท่า เพื่อ
ฝึกการนำร่องโดยวิธีเรียนรู้จากผู้นำร่องชาวต่างชาติ
จนสามารถปฏิบัติหน้าที่เจ้าพนักงานนำร่องได้เป็นการวางรากฐาน
การนำร่องของไทย
และได้สืบสานกันมาจนกระทั่งปัจจุบัน
การนำร่อง
คืออะไร
การนำร่อง คือ การเดินเรือในพื้นที่คับแคบ
พื้นที่อันตรายในช่องทางเดินเรือจำพำ เช่น ในร่องน้ำหรือช่องทางแคบๆมีการเดินเรือหนาแน่น
แออัด มีอุปสรรคและอันตรายในการเดินเรือมาก ในพื้นที่ดังกล่าว
นายเรือผู้ซึ่งมีความชำนาญในการเดินเรือในทะเลกว้างไม่สามารถใช้แผนที่
หรือเครื่องมือเดินเรือใดๆ มากำกับหรือประกอบการเดินเรือได้
เพราะมีเวลาจำกัด ต้องคิด ต้องตัดสินใจ และต้องทำในทันที นายเรือจึงจำเป็น
ต้องใช้ผู้ชำนาญการเดินเรือท้องถิ่น มาช่วยแนะนำการเดินเรือในสภาพการณ์ดังกล่าว
เพื่อให้เรือไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย การแนะนำการเดิน
เรือนี้เรียกว่า การนำร่อง ซึ่งเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
ต้องใช้ผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษและมีความชำนาญการเดินเรือท้องถิ่นโดยเฉพาะหรือ
ผู้นำร่อง ที่ต้องมีลักษณะพิเศษ 3 ประการคือ มีคุณสมบัติเหมาะสม
ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบความรู้ความสามารถ และได้รับใบอนุญาตให้เป็น
ผู้นำร่อง
ผู้นำร่องที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ๆ
จะกำหนดขนาดของเรือที่สามารถจะนำได้ เมื่อมีทักษะหรือประสบการณ์เพิ่มขึ้น
ก็จะเพิ่มขนาดของเรือให้ใหญ่
ขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งสามารถนำเรือได้ทุกขนาด
การปฏิบัติหน้าที่
เรือสินค้าที่เดินทางมาถึงปากร่องน้ำหรือทอดสมออยู่แล้ว
เมื่อได้เวลาที่จะเดินทางเข้าสู่ท่าเรือ ตามที่เจ้าของเรือหรือตัวแทนเจ้าของเรือแจ้งขอ
ให้บริการนำร่อง ผู้นำร่องจะนั่งเรือยนต์รับ - ส่งจากฝั่งหรือจากสถานีนำร่องไปขึ้นเรือสินค้า
แล้วนำร่องเรือเดินทางเข้ามาเทียบท่าผูกทุ่นหรือหลัก
หรือทอดสมอตามตำบลที่กำหนด เมื่อเรือขนถ่ายหรือรับส่งสินค้าเรียบร้อยและเสร็จขั้นตอนพิธีศุลกากร
ตรวจคนเข้าเมือง ตรวจปล่อยเรือ
( Port Clearance ) ฯลฯ ถึงกำหนดเวลาจะออกจากท่าเรือ
ผู้นำร่องจะเดินทางไปขึ้นบนเรือ ทำการนำร่องเรือออกจากท่า
เพื่อเดินทางออกไปยัง
ปากร่องน้ำ เมื่อพ้นเขตบังคับการนำร่องแล้ว ผู้นำร่องจะลงจากเรือสินค้า
แล้วลงเรือยนต์รับ-ส่งกลับเข้าฝั่งหรือขึ้นสถานีนำร่อง นายเรือก็จะนำเรือ
ของตนแล่นออกทะเลต่อไป
พื้นที่รับผิดชอบของกองนำร่องในปัจจุบัน
กฎกรทรวงว่าด้วยการนำร่อง กำหนดเขตบังคับการนำร่องรัฐบาลไว้
6 เขตท่า
1. เขตท่าเรือกรุงเทพฯ รวมถึงร่องน้ำสันดอนเจ้าพระยา
2. เขตท่าเรือศรีราชา รวมท่าเรือแหลมฉบัง
3. เขตท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ
4. เขตท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต
5. เขตท่าเรือจังหวัดสงขลา
6. เขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด
หน้าที่และความรับผิดชอบ
1. ให้บริการการนำร่องเรือที่ผ่านเข้า - ออก และเลื่อนในเขตพื้นที่รับผิดชอบตลอดเวลา
24 ชั่วโมง ทุกวัน
2. ฝึกและทดสอบความรู้ความสามารถของผู้ฝึกการนำร่อง
ตลอดจนออกใบอนุญาตเป็นผู้นำร่อง
3. ฝึกและทดสอบความรู้ ความสามารถ และออกใบอนุญาตให้นายเรือไทยที่ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้นำร่องพิเศษ
4. เสนอขอออกหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการนำร่องให้ทันสมัยอยู่เสมอ
5. สนับสนุนการปฏิบัติอื่นตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำผิดขณะทำการนำร่อง
เช่น ปฏิบัติหน้าที่ศุลกากรและตรวจคนเข้า
เมือง เป็นต้น
6. บริการด้านข่าสารเกี่ยวกับการนำร่องด้วยระบบวิทยุ
รับ - ส่ง และทางโทรศัพท์ - โทรสาร ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ในทุกเขตท่า
7. เฝ้าฟังข่าวสื่อสารเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล
ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ ศุลกากร
ตำรวจน้ำ
กรมประมง กรมควบคุมมลพิษ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าเถื่อน
การปล้นสะดมเรือสินค้า ตลอดจนการแก้ปัญหามลพิษ และขจัดคราบ
น้ำมันในทะเล
8. ปรับปรุงแก้ไข พัฒนากฎ ระเบียบ ให้ทันกับเทคโนโลยี
และอุปกรณ์ที่ทันสมัยตามเกณฑ์ที่สมาคมนำร่องสากล ( IMPA )
กำหนดและส่งตัวแทน
เข้าร่วมประชุม IMPA ซึ่งกองนำร่องเป็นสมาชิกอยู่อย่างสม่ำเสมอ
การขอใช้เจ้าพนักงานนำร่อง
1. เจ้าของเรือหรือตัวแทนเจ้าของเรือจ้องทำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร
หรือวางมัดจำเป็นเงินสดค่าจ้างนำร่องเฉพาะลำที่กองนำร่อง กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี
ในวันและเวลาราชการ
2 แจ้งเป็นหนังสือตามแบบ ( Application for Pilotage
) ถึงที่ทำการนำร่อง ตามพื้นที่ต่างๆ ที่เรือจะเข้า - ออก
หรือเลื่อนตามเวลามี่กำหนดไว้ ตามระเบียบของแต่ละสถานีนำร่อง
หรืออาจจะแจ้งทางโทรศัพท์หรือโทรสาร ก็ได้
3. เรือที่จะเข้ามายังเขตท่าเรือนั้นๆ ตัวแทนเจ้าของเรือจะต้องแจ้งกำหนดวัน
เวลา การผ่านเข้าร่องน้ำ เพื่อเข้าเทียบท่าหรือผกทุ่นขนาดและอัตรา
กินน้ำลึกของเรือให้เจ้าหน้าที่ทราบ
เพื่อตรวจสอบว่ามีน้ำพอหรือไม่ ท่าเทียบหรือทุ่นว่างหรือยัง
และเจ้าของท่าอนุญาตให้เรือเข้าเทียบท่า
หรือไม่ แล้วจึงจัดเจ้าพนักงานนำร่องให้
4. การเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาเรือเข้า - ออก หรือเลื่อน
หรืองดการขอใช้เจ้าพนักงานนำร่อง สามารถกระทำได้ตลอดเวลา 24
ชั่วโมง
ทางโทรศัพท์ หรือโทรสาร
5. ในกรณีเจ้าของเรือหรือตัวแทนเรือไม่สามารถนำหนังสือค้ำประกันธนาคาร
หรือเงินมัดจำได้ทันก่อนเรือเข้า กองนำร่องจะจัดเจ้าพนักงาน
นำร่องเรือเข้าให้ก่อน แต่ก่อนเรือออกจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ
6. การขอใช้บริการนำร่องแบบเร่งด่วน ในกรณีที่ไม่ได้ขอใช้ตามเวลาในข้อ
2 ขอให้ส่งโทรสารถึงผู้อำนวยการกองนำร่อง หรือหัวหน้าสถานี
นำร่องต่างๆ เพื่อเป็นหลักฐานด้วย
|